บอลลูนกระเพาะอาหาร

การใส่บอลลูนกระเพาะอาหาร เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่กำลังได้รับความนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก และผู้ที่มีภาวะอ้วน หรือน้ำหนักเกิน เพื่อให้สรีระที่สมส่วนกลับคืนมา ในบทความนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร พร้อมทั้งข้อดีข้อเสียมาให้เป็นแนวทางเพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น

บอลลูนกระเพาะอาหาร คืออะไร?

การใส่บอลลูนกระเพาะอาหาร (Gastric Balloon) คือการใส่บอลลูนเข้าไปในกระเพาะอาหารโดยที่ภายในบอลลูนจะใส่น้ำเกลือ เพื่อขยายขนาดบอลลูนและลดพื้นที่ภายในกระเพาะอาหาร แม้ว่าจะเป็นการใส่เข้าไปภายในกระเพาะอาหารโดยตรงแต่เป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด เพราะแพทย์จะใส่บอลลูนผ่านการสอดกล้องคล้ายกับวิธีส่องกล้องตรวจระบบทางเดินอาหาร และเมื่อภายในกระเพาะอาหารมีบอลลูนแล้ว ผู้ป่วยจะรู้สึกอิ่มได้ง่ายทำให้ทานอาหารได้น้อยลง โดยทั่วไปแล้วจะใส่บอลลูนในระยะเวลา 6 เดือน และ 1 ปีแล้วนำออก แต่หากระหว่างนั้นน้ำหนักลดได้ตามเป้าหมายแล้วผู้ป่วยสามารถให้แพทย์เอาบอลลูนออกก่อนได้

ใครที่เหมาะกับการทำบอลลูนกระเพาะอาหาร?

แม้ว่าวิธีใส่บอลลูนจะเป็นวิธีที่ช่วยลดน้ำหนักได้จริง แต่ก็ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน เพราะแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละคนด้วย โดยผู้ที่เหมาะสำหรับการทำบอลลูนกระเพาะอาหาร คือ

  • ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือค่า BMI มากกว่า 27 และคนที่มีความตั้งใจในการควบคุมอาหารและตั้งใจลดน้ำหนัก
  • ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินร่วมกับอาการเข่าเสื่อม ปวดข้อเข่า
  • ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินร่วมกับการเจ็บป่วยด้วยโรคเบาหวาน
  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินค่ามาตรฐานจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต

ใครที่ไม่เหมาะต่อการใส่บอลลูนกระเพาะอาหาร?

สำหรับผู้ที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน หรือมีความเสี่ยงต่อโรคที่มาจากภาวะอ้วนการทำบอลลูนลดน้ำหนักจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพอีกครั้ง ทั้งนี้ก็มีกลุ่มที่ไม่เหมาะต่อการใส่บอลลูนกระเพาะอาหารด้วยเหมือนกัน ดังนี้

  • ผู้ที่มีความผิดปกติในทางเดินอาหาร เช่น ตีบตัน รั่ว หรือมีภาวะอื่น ๆ ในหลอดอาหารจนไม่สามารถส่องกล้องหรือใส่บอลลูนได้
  • ผู้ที่มีแผลในกระเพาะ ตกเลือดในกระเพาะ และมีภาวะกรดไหลย้อนในระยะที่รุนแรง
  • สตรีที่กำลังตั้งครรภ์ หรือมีแผนตั้งครรภ์ภายในระยะเวลา 1 ปี

ข้อดีของการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร

วิธีใส่บอลลูนเข้าไปในกระเพาะอาหารนั้นเป็นวิธีที่ไม่เพียงแค่ช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนักให้กับผู้ป่วยเท่านั้น แต่เมื่อน้ำหนักตัวลดลงสุขภาพที่ดีก็จะตามมา ช่วยลดความเสี่ยงจากความเจ็บป่วยของโรคต่าง ๆ ได้มากขึ้น อีกทั้งการลดน้ำหนักด้วยการใส่บอลลูนกระเพาะอาหารนั้นใช้เวลา 1 ปีก่อนจะนำบอลลูนออก ทำให้มีกำหนดระยะเวลาในการลดน้ำหนักที่แน่นอนและให้ผลลัพธ์ได้เร็ว นอกจากนี้ยังมีข้อดีในด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น

  • ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีรอยแผลเป็น และไม่เจ็บปวด
  • ไม่ต้องใช้ยาลดน้ำหนัก
  • บอลลูนในกระเพาะอาหารช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็ว ทำให้รู้สึกหิวน้อยลง
  • ได้ผลลัพธ์ในการลดน้ำหนักจริงและมีความปลอดภัยสูง
  • แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะให้คำแนะนำในการดูแลตัวเอง และติดตามตลอดการรักษาจนกว่าจะครบ 6 เดือนและ 1 ปี
  • ได้สุขภาพและรูปร่างที่ดีกลับคืนมา เพิ่มความมั่นใจให้ตัวเอง
  • ตลอดระยะเวลาที่ใส่บอลลูนพฤติกรรมการทานอาหารจะเปลี่ยนไป ทำให้เกิดความเคยชินที่แม้ว่านำบอลลูนออกแล้วก็ยังคงทานอาหารในปริมาณความอิ่มเท่าเดิมได้
  • โดยเฉลี่ยแล้วผู้ที่ใส่บอลลูนกระเพาะอาหารน้ำหนักลดลงเฉลี่ย 10-15% ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น

ผลข้างเคียงของการใส่บอลลูนกระเพาะอาหาร

นอกจากข้อดีของการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารแล้ว ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินอาจต้องพิจารณาเพิ่มเติมจากผลข้างเคียงของบอลลูนลดน้ำหนักเพิ่มเติมด้วย ทั้งนี้ผลข้างเคียงต่อไปนี้อาจเกิดขึ้นได้กับบางคนและไม่ใช่ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นในระยะยาว

  • ช่วง 1-2 สัปดาห์แรกอาจมีอาการคลื่นไส้ แน่นท้อง ท้องอืด หรือเบื่ออาหารร่วมด้วย
  • ผู้ป่วยบางรายอาจมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร
  • ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการกระเพาะอาหารปริ หรือลำไส้อุดตันร่วมด้วยได้
การดูแลตัวเองหลังใส่บอลลูนกระเพาะอาหาร

การดูแลตัวเองหลังใส่บอลลูนกระเพาะอาหาร

สำหรับผู้ที่ใส่บอลลูนกระเพาะอาหารแล้วนอกจากภาวะที่รู้สึกอยากอาหารน้อยลง อิ่มเร็วขึ้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีต้องมีการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักได้มากที่สุด โดยคำแนะนำหลังจากใส่บอลลูนกระเพาะอาหารสามารถปฏิบัติได้ ดังนี้

1. งดการดื่มของเหลวปริมาณมาก

ผู้ป่วยสามารถดื่มน้ำได้ตามปกติ แต่ไม่ควรดื่มในปริมาณมากจนเกินไปหากเป็นไปได้ในช่วงแรกควรดื่มน้ำเปล่าไปก่อน โดยดื่มประมาณครึ่งแก้วทุก ๆ 1-2 ชั่วโมงแทนการดื่มหมดแก้วในครั้งเดียว หรือเปลี่ยนเป็นจิบน้ำครั้งละเล็กน้อยแต่ทำตลอดวันแทน

2. รับประทานยาตามแพทย์สั่ง

เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร แพทย์จะให้ยากันแผลในกระเพาะกับผู้ป่วยเพื่อรับประทานอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะไม่มีอาการก็ตาม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดแผลแล้ว ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของบอลลูนด้วย

3. งดดื่มแอลกอฮอล์

เครื่องดื่มในกลุ่มแอลกอฮอล์สามารถกระตุ้นให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ ควรงดการดื่มตลอดระยะเวลาที่ใส่บอลลูนกระเพาะอาหาร 

4. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ระหว่างที่ใส่บอลลูนกระเพาะอาหารจะรู้สึกอิ่มเร็ว ทานอาหารได้น้อยลง ผู้ป่วยบางรายอาจได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทานอาหารให้มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น เสริมเรื่องของวิตามินจากผักและผลไม้ การเลือกทานเนื้อสัตว์เพื่อเสริมโปรตีน รวมถึงการเลือกทานอาหารที่ย่อยง่ายในช่วงแรกของการใส่บอลลูน

5. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กับผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม ทำให้เมื่อน้ำหนักลดลงแล้วยังได้รูปร่างที่กระชับ ไม่เกิดส่วนที่หย่อนยาน แต่การออกกำลังกายนั้นควรทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ แม้ว่าจะผ่านช่วงที่ต้องนำบอลลูนออกไปแล้วก็ตาม

6. งดทานยากลุ่มกัดกระเพาะ

งดทานกลุ่มยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) หรือยาสเตียรอยด์ในระหว่างใส่บอลลูนกระเพาะอาหาร เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นในกระเพาะอาหาร

.

พญ. ธนิดา เจนบวรกิจ

แพทย์เฉพาะทางต่อยอดศัลยศาสตร์ส่องกล้องขั้นสูง

.

บอลลูนกระเพาะอาหาร ตัวช่วยลดน้ำหนักที่ช่วยคืนสุขภาพดีให้กับผู้ป่วย

สรุปได้ว่า การใส่บอลลูนกระเพาะอาหารเป็นวิธีที่ช่วยลดน้ำหนักให้กับผู้ที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพจากภาวะน้ำหนักเกินจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งจากข้อมูลทั้งหมดเห็นได้ว่าวิธีใส่บอลลูนนั้นเป็นวิธีที่มีความปลอดภัยสูง และให้ผลลัพธ์ได้ดีภายในเวลา 1 ปี อย่างไรก็ตามผู้ที่ต้องเข้ารับการใส่บอลลูนก็อย่าลืมให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะนำบอลลูนออกไปแล้ว รวมถึงการพบแพทย์เพื่อติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อรับคำแนะนำเรื่องโภชนาการที่เหมาะสม พร้อมกับผลลัพธ์ในการลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพได้ในระยะยาว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายได้ที่

โทร. 065-509-4459

Line : @msc.healthcare

หัตถการทางการแพทย์ที่ช่วยดูแลรูปร่างและควบคุมน้ำหนักอย่างปลอดภัยคือการ ใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มพื้นที่ในกระเพาะอาหารทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ดังนั้น การทานอาหารในแต่ละมื้อจึงลดลงโดยไม่ต้องผ่าตัด นอกจากนี้ การทำหัตถการร่วมกับการปรับพฤติกรรมการกินยังช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับมาตรฐานการรักษาเพิ่มเติมได้ที่ แพทยสภา

เจาะลึกข้อดีและข้อเสียของการ ใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร

การเข้าใจทั้งข้อดีและข้อเสียช่วยให้คุณเตรียมตัวและตัดสินใจเข้ารับการบริการได้อย่างมั่นใจ โดยประการแรก ข้อดีสำคัญคือไม่ก่อให้เกิดแผลผ่าตัดเนื่องจากเป็นการส่องกล้องนำบอลลูนบรรจุสารน้ำเข้าไปในกระเพาะอาหาร ประการต่อมา สามารถช่วยลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 10-15% ของน้ำหนักตัวเดิมภายในระยะเวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี ทั้งนี้ ข้อเสียหรือผลข้างเคียงที่อาจพบได้ในช่วง 2-3 วันแรกคืออาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือแน่นท้อง ซึ่งสามารถรับประทานยาบรรเทาอาการตามคำสั่งแพทย์ได้ สุดท้ายนี้ หากคุณสนใจการ ใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร สามารถเข้ารับคำปรึกษาได้ที่ศูนย์การรักษา MSC Healthcare

However, gastric balloon placement offers a non-surgical weight loss solution. Therefore, inserting a silicone balloon filled with saline reduces stomach capacity effectively. Because of this, patients feel full much faster during regular daily meals. In addition, non-invasive procedures carry significantly lower clinical risks than surgery. Furthermore, medical guidance supports healthy lifestyle changes throughout the treatment journey.

Consequently, individuals experience steady and safe weight reduction over time. Besides, temporary side effects like mild nausea resolve within a few days. Moreover, specialized doctors monitor patient progress closely to ensure maximum safety. As a result, long-term health metrics show noticeable improvements in overall wellness. Additionally, comprehensive dietary counseling helps prevent weight regain after balloon removal.

Meanwhile, professional health checkups evaluate suitability before performing the endoscopic procedure. Thus, scheduling an expert consultation remains the most reliable first step today. Hence, personalized medical support empowers patients to achieve sustainable body transformation. Above all, your personal wellbeing and clinical safety guide every treatment decision. Finally, contact MSC Healthcare today to arrange your professional gastric balloon consultation.